ก่อสร้าง

นปัจจุบันเรื่องคุณภาพงานและความรับผิดชอบงานก่อสร้าง  เป็นสิ่งที่บริษัทต้องตระหนักและเน้นเป็นพิเศษ  การแข่งขันด้านนี้จึงเป็นเป้าหมายหลักในการรับเหมางานก่อสร้าง  บริษัทจึงจำเป็นต้องควบคุมงานตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จส่งมอบงาน  ปัญหาหลักส่วนใหญ่คือการคัดสรรช่างผู้ชำนาญ  หลายบริษัทที่มีการปรับเปลี่ยนช่างในระหว่างก่อสร้าง  ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  เพราะทุกบริษัทก็มีความต้องการช่างที่ดีมีฝีมือมาทำงาน  ส่วนการแข่งขันรับงานด้วยราคาที่ต่ำสุดนั้นเป็นเพียงเป้าหมายรอง  เพราะเราต้องการสร้างผลงานให้ออกมาดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เพื่อหวังให้ลูกค้าของเราทุกๆท่าน เป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์ผลงานของเราต่อๆไป

นอกจากนั้นสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องการสร้างบ้าน เราเข้าใจทุกความต้องการและยินดีให้คำปรึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ยินดีตอบทุกข้อสงสัยเพื่อให้คุณหมดกังวลในการเตรียมตัวสร้างบ้าน  ดังนั้นการก่อสร้างมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งผู้เชี่ยวชาญลงไปทำการสำรวจตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง รวมถึงให้คำอธิบายรายละเอียดก่อนการก่อสร้าง เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า ท่านได้ร่วมงานกับทีมงานมืออาชีพ  หลังจากนั้นจึงจะได้คำนวณงบประมาณในการก่อสร้าง  คุณสามารถแจ้งงบประมาณในการก่อสร้างบ้านของคุณให้เราทราบเพื่อให้เราได้คำนวณรูปแบบบ้านที่เหมาะสมและคุ้มกับงบประมาณของคุณ  หากคุณต้องการบ้านสวยหรูที่สามารถออกแบบได้ตามใจ เราก็พร้อมจะเป็นผู้คำนว-20/จขณค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการก่อสร้างให้คุณได้พิจารณา

วันนี้เรามีบทความของผู้รู้เสนอข้อคิดที่ คนอยากมีบ้านทุกคนควรรู้ไว้ เพื่อให้บ้านของเราออกมาเหมือนที่ฝันไว้ มากที่สุดและตอบโจทย์ทุกเรื่องและทุกคนในบ้านได้อย่างครบถ้วน โดยจะสรุปออกมาแบบคร่าวๆ 20 ข้อด้วยกันดังนี้
แหล่งที่มา https://www.forfur.com/แต่งบ้าน/20-ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
1. สถานที่ตั้งบ้าน ความสำคัญของสถานที่ตั้งบ้านนั้นเป็นความสำคัญอันดับแรกที่เราต้องคิดก่อนจะสร้างบ้าน เนื่องจากเราจำเป็นต้องคิดถึงการเดินทางระหว่าง บ้านไปยัง ที่ทำงาน,โรงเรียน ,ตลาด,ศุนย์การค้า,สถานีรถไฟฟ้า,ราคาที่ดิน  เป็นต้น ในสมัยก่อนทำเลที่ดีคือทำเลที่ต้องอยู่กลางเมืองเนื่องจากระบบรถสาธารณะยังไม่ครอบคลุมเหมือนอย่างปัจจุบัน ทำให้ผู้คนต่างก็ไปกระจุกกันอยู่ในเมืองเพียงอย่างเดียว ผิดกับปัจจุบันที่ทำเลที่ดีคือทำเลที่อยู่ไกล้รถไฟฟ้า, ก่อนที่เราจะคิดถึงการสร้างบ้านเราจึงควรมองหาบริเวณที่เราสามาถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะเหล่านี้ได้อย่างสะดวกที่สุด รวมถึงความปลอดภัยของย่านที่อยู่ที่ต้องไม่ดูเปลี่ยวจนเกินไป ในเวลากลางคืนอีกด้วย เช่นการซื้อบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านอาจจะรู้สึกอุ่นใจกว่าการสร้างบ้านเดียวที่แต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันเยอะๆเป็นต้น และอย่าคาดหวังกับโครงการต่างๆที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่หรือเกิดจริงๆหรือเปล่าก็ไม่รู้เช่น บริเวณนั้นจะมีรถไฟฟ้าสายใหม่ๆผ่าน ทางด่วน หรือ ถนนหนทางผ่าน เพราะเราไม่อาจรับรองได้ว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่(นอกจากการซื้อเพื่อเก็งกำไร) ควรเลือกจากสภาพปัจจุบันที่เหมาะสมที่สุด จะดีกว่าครับ
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
 

 ตัวอย่างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1

ตัวอย่างสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี

2. จะถมดินสูงแค่ไหนดีนะ อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตก่อนการสร้างบ้านเลยทีเดียว บางคนบอก 50 ซม บ้างก็ว่า 30 ซม ก็พอแล้วบางคนบอก 1 เมตรไปเลย แล้วจริงๆมันควรถมเท่าไหร่หละ คำตอบของเรื่องนี้คือ แล้วแต่ความชอบครับไม่มีการกำหนดที่แน่นอนเพียงแต่มันจะต้องสูงกว่าระดับถนนคอนกรีตหรือถนนลาดยางหน้าบ้านเรา ประมาณ 50 ซม ก็เพียงพอ แต่ถ้าถนนหน้าบ้านเป็นถนนดินแดงก็ให้เพิ่มความสูงของระดับดินถมเป็น 1 ม.เพื่อเป็นการรองรับความสูงของถนนที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการลาดยางหรือทำถนนคอนกรีตในอนาคตนั้นเอง  อีกปัจจัยนึงคือระดับน้ำท่วมสูงสุดในบริเวณนั้น ถ้าสามารถหาข้อมูลได้เราก็ควรถมที่ดินให้สูงกว่าระดับดังกล่าวประมาณ 50 ซม.ขึ้นไป

20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1

การถมดินเพื่อสร้างบ้านเจ้าของบ้านจำเป็นต้องเผื่อการยุบตัวของดินด้วยนะครับ คือเพื่มปริมาณดินถมสูงขึ้นไปอีก 30 % เพื่อเผื่อให้ดินได้เซ็ตตัวหรือยุบตัว นั้นเอง เช่น จะถมดินสูง 50 ซม แต่ให้ถมดินไว้ที่ระดับ65 ซมนั้นเอง และควรถมดินไว้ก่อนการสร้างบ้านอย่างน้อย 4-6 เดือนยิ่งทิ้งไว้ผ่านหน้าฝนซักครั้งจะยิ่งทำให้ดินแน่นมากขึ้นทำให้ลดปัญหาดินทรุดหลังสร้างบ้านได้เป็นอย่างดี 

3. ทิศทางแดดลม กับ การวางตำแหน่งบ้าน หลายๆ คนอาจจะคิดว่าไอ้เรื่องพวกนี้ มันจะสำคัญอะไรมากมายนักจะปลูกบ้านตรงไหนมันก็มีลมทั้งนั้นแหละ และที่สำคัญเราก็เปิดแอร์ทั้งวันอยู่แล้วไม่เห็นมีอะไรน่ากังวล ใครกำลังมีความคิดแบบนี้มั้งครับ ถ้ามีแนะนำว่าให้อ่านหัวข้อนี้ก่อนแล้วค่อยมาคิดอีกทีนะครับ
ทำไมต้องดูทิศทางแดด-ลม ก่อนการวางตำแหน่งบ้าน ก็เพราะว่าเราคงไม่อยากนอนในห้องนอนที่แสนจะร้อนในตอนกลางคืนหรือต้องอุดอู้อึดอัดอยู่ในบ้านที่ไม่มีลมระบายเลย เรื่องพวกนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน มีข้อสังเกตุหลายอย่างในการวางตำแหน่งบ้านเพื่อให้บ้านทั้งหลังเป็นบ้านที่อยู่อย่างสบาย มีความสุข และประหยัดพลังงาน
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
ปกติแสงแดดของบ้านเราจะวิ่งเป็นแนวตะวันออกแล้วอ้อมโค้งไปทางใต้ก่อนจะตกในทิศตะวันตก จะทำให้ทิศใต้ไปจนถึงทิศตะวันตกได้รับแสงมากที่สุดของวันคือตั้งแต่หลังเที่ยงไปจนถึงห้าโมงเย็น ด้านนี้จึงควรเป็นส่วนหลังบ้านและส่วนซักล้างหรือกิจกรรมอื่นที่ต้องการแสงจำนวนมากๆ ส่วนทางทิศตะวันออกจะได้รับแสงอ่อนๆในตอนเช้าและแสงจะแรงมากเพียงแค่ช่วง 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงซึ่งก็เพียงแค่ 3 ชม ยิ่งทิศเหนือแล้วยิ่งได้รับแดดน้อยที่สุด 2 ด้านนี้จึงเหมาจะวางตำแหน่งของห้องพักผ่อนที่ต้องการแสงรบกวนน้อย เช่น ห้องนอนและห้องนั่งเล่น 
เรานิยมวางแนวด้านแคบของตัวบ้านหันไปทางทิศทางรับแดด เพื่อให้ผนังที่รับแดดมีน้อยที่สุด ทำให้ผนังสามาถดูดกลืนความร้อนในปริมาณน้อยและทำให้ภายในบ้านไม่ร้อนจนเกินไปในเวลากลางคืน เพราะธรรมชาติของผนังปูนนั้นจะดูดความร้อนเมื่อแดดส่องและจะถ่ายเทความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ฉะนั้นถ้าผนังบ้านถูกแดดตะวันตกน้อยก็จะทำให้ความร้อนที่จะถ่ายออกมาเวลากลางคืนมีน้อยเช่นกัน
ส่วนลมนั้นลมประจำฤดูของบ้านเราจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะพัดพาลมหนาวจากจีนมาในช่วงหน้าหนาว และ จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่จะพัดพาความชุ่มชื้นจากทะเลมาในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน บ้านที่ดีด้านยาวของบ้านจึงควรหันเข้าหาทิศทางลมเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดเข้าตัวบ้านเพื่อระบายความร้อนออกไปให้ได้มากที่สุดและส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านเป็นต้น
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
 
หากเราไม่สามารถกำหนดทิศทางการตั้งตัวบ้านได้อย่างเหมาะสมก็สามารถแก้ได้โดยการปรับสภาพแวดล้อมให้ สภาพแวดล้อมช่วยลดความร้อนของบ้านแทนเช่นการปลูกต้นไม้เพื่อบังทิศทางแดดเป็นต้น 
4. รูปแบบและราคาประเมินการก่อสร้างบ้าน รูปแบบบ้านมีหลากหลายแบบให้เลือกตามรสนิยมและความชอบส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย ตั้งแต่รูปแบบที่มีความซับซ้อนมากอย่างแบบ บ้านเรือนไทยของเราเองที่มีความซับซ้อนทั้งรูปแบบและขั้นตอนในการก่อสร้างที่ต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญสูงมาก หรือแบบเรียบง่ายสมัยใหม่แบบ Modern Style ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนักแต่เน้นความเนียบเป็นหลัก เรื่องกระบวนการก่อสร้างนี้แหละที่ทำให้บ้านแต่ละรูปแบบบ้านราคาค่าตัวที่แตกต่างกันออกไป
แบบบ้านเรือนไทย มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนต้องการงบประมาณในการก่อสร้างและช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูง แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากเดี๋ยวนี้ก็มีเรือนไทยสำเร็จรูปขาย
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
แบบบ้าน Modern เป็นแบบที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในปัจจุบัน หาช่างทำง่ายและควบคุมงบประมาณได้จากการเลือกใช้วัสดุและความซับซ้อนของอาคาร 
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
แบบบ้าน Resort อันนี้ก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นรูปแบบที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะกว่าแบบ Modern style แต่ก็ไม่ยุ่งยากถึงขนาด เรือนไทย บ้านแนวนี้มักจะสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือนอกเมืองเป็นส่วนใหญ่ 
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ยังมีรูปแบบบ้านอีกหลากหลายให้ได้เลือกเพื่อให้ออกมาตรงความต้องการของเรามากที่สุด
เพราะฉะนั้นการที่เจ้าของคิดจะสร้างบ้านในฝันซักหลังนั้น จะเลือกเพียงรูปแบบที่ชอบอย่างเดียวไม่ได้นะครับ แต่ต้องคำนึงถึงราคาของการสร้างบ้านแต่ละรูปแบบด้วย เพราะยิ่งบ้านมีรูปแบบที่ซับซ้อนก็จะยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นเป็นเงาตามตัวทั้งค่าของและค่าแรง(ที่มักแพงกว่าราคาค่าแรงขั้นต่ำในกรณีที่เป็นช่างฝีมือ)  เพราะฉนั้นในขั้นตอนการออกแบบควรกำหนดงบประมาณเคร่าๆให้สถาปนิกทราบเพื่อจะได้ให้คำปรึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของเจ้าของได้โดยง่าย และไม่ปวดใจในภายหลังเพราะงบที่บานปลาย เพราะเค้าเหล่านั้นสามารถผสมผสานรูปแบบที่เจ้าของบ้านต้องการให้เหมาะสมกับงบประมาณก่อสร้างได้
ตัวอย่างราคาประเมินค่าก่อสร้างปี 2557 จาก มูลนิธิประเมินค่าก่อสร้างแห่งประเทศไทย http://www.thaiappraisal.org
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
5. ความต้องการพื้นฐานของเจ้าของบ้าน การที่เราจะสร้างบ้านซักหลังนั้น เราจำเป็นต้องรู้ซะก่อนว่าเราต้องการอะไร?? บ้านหลังใหญ่แค่ไหน อยู่กันกี่คน มีผู้สูงอายุไหม ต้องการรูปแบบบ้านแบบไหน มีรถยนต์กี่คัน ต้องการห้องนั้งเล่นใหญ่ๆ หรือ ต้องการห้องน้ำแบบใหญ่โตโอลาน หรือไม่ ....บลาๆๆๆๆ ทั้งหมดนั้นเราเรียกว่าความต้องการพื้นฐานในการออกแบบบ้านครับ เราต้องตอบตัวเองกับเรื่องเหล่านี้ให้ได้ก่อนจึงจะสามารถให้ผู้ออกแบบสร้างบ้านในฝันออกมาตามความต้องการเราได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อาจทำเป็นเช็คลิสต์ ง่ายๆ ไปเดินดูบ้านตัวอย่างตามโครงการก็ได้ ชอบอะไรก็จดไว้ ไม่ต้องรีบเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆแล้วค่อยๆสรุปออกมาเป็นข้อๆให้ผู้ออกแบบ ในขั้นตอนการออกแบบเบื้องต้น
ตัวอย่างการทำ เช็คลิสต์ ความต้องการพื้นฐาน
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอ
เมื่อได้ตารางแบบข้างบนมาแล้วก็ลองเอาไปให้สมาชิกในบ้านของเราลองทำ เราก็จะได้ตัวอย่างความต้องการของทุกๆคนมาเป็นแนวทางในการกำหนดจำนวนห้องและขนาดบ้านแล้วครับ 
6. การวางตำแหน่งห้องต่างๆ เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าทำไมเข้าบ้านต้องเจอห้องรับแขกก่อนทำไมไม่เข้ามาแล้วเจอห้องนอนเลยนะมันคงดีเนอะ แต่ถ้าขืนทำแบบนั้นจริงๆ ก็คงจะโดนใครต่อใครประณามได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ถ้าเราทำแบบนั้นกับคอนโดกลับมองว่ามันก็ปกติก็ห้องมันมีพื้นที่จำกัดนี้ครับ สำหรับบ้านแล้วเราควรเข้าบ้านมาเจอห้องโถงหรือห้องรับแขกก่อนแล้วจึงแยกออกไปเป็นห้องนอน ห้องอาหาร และ ครัว รวมถึงห้องน้ำที่ต้องเข้าถึงง่ายแต่มิดชิด 
การวางผังบ้านแบบนี้เราจะเรียกว่าการจัดโซนนิ่งบ้าน โดยเราจะแบ่งเป็น
- ส่วนสาธารณะ เช่น โถงทางเข้า ห้องรับแขก ห้องทานอาหาร เป็นต้น ห้องเหล่านี้ทุกคนในบ้านรวมทั้งแขกที่มาบ้านจะสามารถเข้าถึงได้เหมือนๆกัน
- ส่วนกึ่งสาธารณะ เช่น ห้องคาราโอเกะ ห้องนั้งเล่น ห้องพระ เป็นต้น ห้องเหล่านี้ทุกคนในบ้านเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้ 
- ส่วนที่เป็นส่วนตัว เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน เป็นต้น ห้องเหล่านี้มีเพียงเจ้าของห้องและสมาชิคบางคนเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้เพราะมีความเป็นส่วนตัวสูง
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
ดังนั้นการวางผังห้องต่างๆเราควรวาง ห้องในส่วนสาธารณะไว้ด้านหน้าก่อนเสมอ และจึงแยกออกไปเป็น ส่วนกึ่งสาธารณะ และ ส่วนตัว ต่อไปเพื่อให้การใช้สอยในบ้านเป็นสัดส่วนและดูแลด้านความปลอดภัยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
7. ทิศทางการวางบันได ถ้ามองเรื่องนี้ในแง่ของฮวงจุ้ย เค้าก็จะบอกว่าอย่าหันบันไดบ้านไปทางทิศตะวันตกเพราะเป็นทิศที่เกียวกับคนตายและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายทั้งปวงใครขืนหันบันไดไปทางนี้เอาว่าไม่ซวยอย่างไดก็อย่างนึงว่างั้น แต่ถ้าว่ากันตามหลักการออกแบบแล้วก็ไม่แนะนำให้หันบันไดไปทางทิศตะวันตกเช่นกันเนื่องจากทิศตะวันตกเป็นทิศที่มีแสงบ่ายค่อนข้างแรงอาจทำให้การใช้งานบันไดที่มีแสงบ่ายส่องตาอาจทำให้เจ้าของบ้านแสบตาจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้นั้นเอง แต่ถ้าจำเป็นต้องวางก็ไม่ควรให้ผนังด้านที่บันไดมุ่งไปหานั้นมีแสงส่องผ่านมาได้ โดยอาจเปลี่ยนเป็นการนำแสงธรรมชาติลงมาจากด้านบนเพดานแทนก็ได้
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
                                     แสงเข้าทำให้รบกวนการใช้งาน                                                                                       แสงช่วยเสริมให้บริเวณบันไดสว่างขึ้น
8. ความสูงลูกตั้ง ลูกนอน และ จำนวนขั้นบันได เรื่องของความสูงของลูกตั้งลูกนอนบันไดนั้นมีข้อกำหนดอยู่แล้วในกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 ผู้ออกแบบทุกท่านทราบเป็นอย่างดี คือลูกตั้งไม่ควรสูงเกิน 20 ซม และกว้างไม่น้อยกว่า 22 ซม.ตัวเลขดังกล่าวใช้สำหรับบ้านพักอาศัยทั้วไป ซึงเป็นความสูงและความกว้างที่ผ่านการศึกษามาแล้วว่าเหมาะสมที่สุด ส่วนจำนวนขั้นบันไดนั้นไม่ได้มีกฏหมายกำหนดไว้ แต่ตามความเชื่อของคนไทยคือบันไดต้องจบที่เลข คี่ เนื่องจาก เลขคี่เป็นเลขของคนเป็น ส่วนเลขคู่นั้นถือว่าเป็นเลขของคนตายนั้นเอง แต่ในความเป็นจริงควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งมากกว่า 
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
9. จะเผื่อความสูงฝ้าเพดานไว้เท่าไหร่ดี โดยปกติความสูงฝ้าโดยทั้งไป(วัดจากระดับพื้นถึงท้องฝ้า)ควรจะสูงไม่น้อยกว่า 2.40 ม.ซึ่งเป็นความสูงที่กำลังสบายไม่อึดอัดหรือรู้สึกโดนกด และประหยัดด้วย เอะ!ยังไง.....มันประหยัดยังไงกัน คำตอบก็คือปัจจุบันวัสดุกรุผนังส่วนใหญ่จะทำออกมาที่ตัวเลขรวมได้ 2.40 พอดีเช่น กระเบื้องขนาด 30ซม x 30ซม หากปู 8 แถวก็จะได้ความสูง 2.40 พอดี เพราะถ้าเราปูแค่ 7 แถวก็จะได้ความสูงฝ้าแค่ 2.10 ม.ซึ่งเป็นระดับฝ้าที่เตี้ยเกินไปนั้นเอง และยังทำให้กระเบื้องไม่เหลือเศษทิ้งให้เสียของ หากต้องกรุในปริมาณมากๆก็ช่วยลดงบในการซื้อวัสดุกรุผนังลงได้อีกเยอะเป็นต้น
10. ทิศทางการเปิดประตูภายในบ้าน อะไรนะเรื่องแบบนี้ก็ต้องมีหลักการด้วยเหรอมันจะเวอร์ไปไหม  ตอบได้ครับว่ามันสำคัณมาก เพราะถ้าเราติดตั้งประตูผิดทางอาจทำให้น้ำท่วมบ้านกันได้เลยทีเดียวนะครับ จะหาว่าไม่เตือน
เริ่มกันจากประตูหน้าบ้าน ประตูหน้าบ้านด้านที่จะต้องโดนแดดโดนฝนหรือฝนสาด จะต้องเปิดออกนอกบ้านเท่านั้น เพราะการเปิดออกจะบังคับให้บังใบของวงกบประตูเป็นตัวกันน้ำที่จะเข้าบ้านไปโดยปริยายและควรลดระดับพื้นที่ขอบล่างของประตูลงซัก 1 ซม เพื่อกันน้ำย้อนเข้าบ้านนั้นเอง และที่สำคัญคือประตูหน้าบ้านควรกว้างอย่างน้อย 90 ซม เพื่อเผื่อไว้สำหรับตอนขนของชิ้นใหญ่ๆ เข้าบ้านยิ่งเป็นประตูเปิดคู่ยิ่งดีเลย 
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1
ต่อมาก็คือประตูห้องน้ำ ในที่นี้จะแบ่งเป็น 2 กรณีคือ
1-กรณีห้องน้ำลดระดับและไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วนเปียกและส่วนแห้ง ให้เปิดประตูเข้าด้านใน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากการชำระล้างกระเซ็นออกมาด้านนอกห้องได้ ( หลักการเดียวกับประตูทางเข้า) 
2-ในกรณีที่ห้องน้ำแบ่งเป็นส่วนแห้งกับส่วนเปียกออกจากกันอย่างชัดเจน อันนี้แล้วแต่ชอบเลยครับ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำอีกต่อไปนั้นเอง
นอกจากนั้นประตูที่เหลือนั้นจะเปิดไปทางทิศทางไดจะเปิดเข้าห้องหรือออกจากห้องก็ได้ทั้งนั้น แล้วแต่ความเหมาะสมครับ
เมื่อเรารู้ข้อมูลกว้างๆ แล้วว่าต้องมีปัจจัยอะไรมั้งที่เราควรรู้ก่อนสร้างบ้าน ทั้งสถานที่ก่อสร้าง ทิศทางของแดดลม การถมดินที่เหมาะสม เป็นต้น ในครั้งนี้เราจะเข้ามาเรียนรู้ทำความเข้าใจในรายละเอียดที่ลึกมากขึ้นอีกนิดซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นคำถามคาใจของว่าที่เจ้าของบ้านในฝันกันมานานแล้ว โดยจะเป็นอีก 5 หัวข้อครับ
11. ขนาดห้องนอนที่เหมาะสมควรกว้างยาวเท่าไหร่
เรื่องนี้จะว่ากันไปมันก็ขึ้นอยู่กับความชอบนะครับบางคนชอบห้องนอนใหญ่มากๆ แบบมีครบทั้งชุดนั่งเล่น tv ไปจนถึงห้องแต่งตัวสุดอลังกาล แต่ในขณะที่บางคนก็ให้ความสำคัญกับห้องนอนแค่เพียงขอแค่เข้าไปนอนได้ก็พอ
งั้นเราจะลองมาดูเรื่องมาตฐานกันครับ ว่ากันง่ายๆ คือห้องนอนที่เล็กที่สุดควรมีขนาดเท่าไหร่ ส่วนใครจะเอาไปทำให้ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงก็แล้วแต่เหตุผลส่วนบุคคลครับ 
โดยปกติการกำหนดมาตฐานของห้อง ห้องไดห้องหนึ่งเราจะคำนึงถึงการใช้สอยและอุปกรณ์มาตฐานที่มีอยู่ในห้องนั้นรวมถึงพื้นที่ว่างที่สามารถเดินเหิน หรือ หมุนตัวเปลี่ยนท่าทางได้อย่างคล่องตัว  ซึ่งทำให้แต่ละห้องมีขนาดมาตฐานที่ต่างกันไป โดยในครั้งนี้เราจะว่ากันเฉพาะห้องนอนโดยแบ่งห้องนอนเป็น 3 แบบง่ายๆ คือ
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
ห้องนอนเตียงเดี่ยว (Single) ห้องนอนที่วางเตียงลักษณะนี้โดยมากจะเป็นเพราะมีเนื่อที่จำกัด หรือ เป็นห้องนอนแขก ขนาดเตียงเดี่ยวมาตฐานคือ1.x2ม. (3.5x6 ฟุต) ตู้เสื้อผ้าขนาด 0.6x1.20 ม. และ โต๊ข้างเตียงขนาด  0.4x0.4ม. และพื้นที่ข้างเตียงข้างใดข้างหนึ่งประมาณ 0.60ม.
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
ห้องนอนตียงเดียวแบบ 2 เตียง (เหมาะกับห้องนอนเด็ก) ห้องนอนที่วางเตียงลักษณะนี้โดยมากจะเป็นห้องนอนของเด็กๆในกรณีที่ครอบครัวมีลูกๆวัยเรียนหลายๆคนการแบ่งเตียงลักษณะนี้จะเพิ่มความเป็นส่วนตัวของผู้นอนได้มากขึ้น ขนาดเตียงและสภาพแวดล้อมก็เหมือนกันกับห้องเตียงเดี่ยว
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
ห้องนอนเตียงคู่ (Queen Size ขนาด5ฟุต และ King Size ขนาด 6 ฟุต) เป็นลักษณะการจัดวางของห้องนอนทั้วไป ขนาดเตียงจะมี 2 แบบคือ  Queen Size สำหรับเตียง5ฟุต และ King Size สำหรับเตียงขนาด  6 ฟุต สภาพแวดล้อมก็เหมือนกันกับห้องเตียงเดี่ยวเพียงแต่จะมีพื้นที่ข้างเตียงทั้ง2ข้างของเตียง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ทั้งสองข้างของเตียง
12. จัดห้องนอนอย่างไรให้หลับสบาย
ห้องนอนที่ดีควรเป็นห้องที่ผู้นอนเข้าไปแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องโดนกระทบทั้งจาก สภาพแวดล้อมภายนอกหรือแม้แต่ภายในห้องเอง ห้องนอนที่ดีจึงมีความสำคัญกันตั้งแต่ตำแหน่งที่ตั้งเลยทีเดียว
ห้องนอนควรวางตำแหน่งไว้ให้ไกลจากส่วนที่มีเสียงดังเช่นห้องรับแขกและโถงทางเข้าบ้านรวมถึงห้องครัวที่อาจพัดพากลิ่นไม่พึงประสงค์จากการปรุงอาหารเข้ามาได้ ภายในห้องนอนควรมีสภาพอากาศที่สบายไม่ร้อนจึงไม่ควรวางตำแหน่งห้องนอนไว้ทางทิศใต้หรือตะวันตกที่จะได้รับแสงแรงตลอดบ่าย หรือหากเลี่ยงไม่ได้ก็ให้หาไม้ใหญ่มาปลูกเพื่อให้ร่มเงาก็เป็นการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างได้ผล
ส่วนภายในห้องนอนเองก็ควรจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่สบายเริ่มกันตั้งแต่ภายในห้องนอนควรมีหน้าต่างที่มองเห็นทิวทัศน์ภายนอก เพื่อเป็นจุดพักสายตาและนำอากาศจากภายนอกเข้ามา การวางตำแหน่งโคมไฟให้ความสว่างบนเพดาน ก็ไม่ควรวางไว้ตรงหัวเตียงพอดี เนื่องจากจะเป็นการรบกวนสายตาในขณะนอน ให้พยายามเฉลี่ยไฟให้ทั้วห้องให้แสงสว่างสม่ำเสมอ
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
คราวนี้ก็มาถึงการจัดตำแหน่งเตียงนอนที่หลายๆคนมักกังวลตามความเชื่อของคนโบราณที่ว่า อย่าหันหัวเตียงไปทางทิศตะวันตก เพราะเชื่อว่าเป็นทิศของคนตาย แต่ขอย้ำนะครับว่านี้เป็นความเชื่อ แต่ในแง่การออกแบบที่ดี การหันหัวเตียงไปทางทิศตะวันตกก็ไม่เหมาะสมเช่นกันด้วยเหตุผลหลายประการเช่นทำให้แสงตะวันออกส่องเข้าตาโดยตรง(ในกรณีที่เจาะช่องหน้าต่างตรงกับเตียง) หรืออย่าพยายามหันปลายเตียงไปในด้านที่เป็นกระจกเงา  ลองนึกดูนะครับถ้าเรานอนหลับในตอนกลางคืนแล้วตื่นมาเข้าห้องน้ำหรือหาน้ำกินในตอนดึกแล้วเห็นใครอีกคนอยู่ปลายเตียงและหันมาทางเรา (ซึ่งก็คือเงาคุณเองนั้นแหละ) คงมีสะดุ้งกันมั้งแหละ เห็นไหมครับว่าห้องนอนมันมีข้อควรระวังในการออกแบบไม่น้อยแต่การที่เราใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่ยังไม่ได้สร้างก็จะนำมาซึ่งห้องนอนที่สบายในอนาคตครับ
 
13. ห้องพระควรหันไปทางไหน
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
ห้องพระที่ดีควรเป็นห้องที่มีความสงบเพียงพอที่ผู้ใช้จะมีสมาธิในการสวดมนต์จนจบได้โดยไม่มีอะไรมารบกวน และห้องนี้เป็นอีกห้องที่ต้องออกแบบตามความเชื่อและฮวงจุ้ยเกือบ 100% ตามหลักความเชื่อของคนไทยมีหลักในการจัดห้องพระอยู่บ้างพอประมาณครับ คือ
1. ถ้าเป็นไปได้ให้หันหน้าพระไปทางหน้าบ้านโดยมีความเชื่อว่าท่างจะสามารถปกปักรักษาคนในบ้านให้ปลอดภัยแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวงที่จะเข้ามาแผ้วพาน
2. ควรหันหน้าพระไปทางทิศ ตะวันออก,เหนือ หรือ ใต้ก็ได้ แต่ที่นิยมที่สุดคือการวางให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แต่ห้ามหันไปทางทิศตะวันตกโดยเด็ดขาดเพราะเชื่อว่ามันจะนำพามาซึ่งความซวยทั้งปวง อันตรายและความตกต่ำในชีวิต เรียกได้ว่าชีวิตดิ่งเหวกันเลยทีเดียวครับ
3. อย่าสร้างห้องพักติดกับห้องน้ำเพราะคุณคงไม่อยากสวดมนต์ไปพร้อมๆกับเสียงกดชักโครกเป็นแน่
4. หากบ้านของเราเป็นบ้านหลายชั้นเราควรวางห้องพระไว้ในชั้นสูงสุดได้ยิ่งดีหรือถ้าไม่ได้ก็ไม่ควรมีห้องน้ำอยู่เหนือห้องพระครับ
5. ในกรณีที่มีห้องหรือพื้นที่จำกัด เช่นอยากทำห้องพระในห้องนอนก็อาจจะทำเป็นหิ้งหรือโต๊ะหมู่บูชาติดผนังด้านใดด้านหนึ่งแล้วทำเป็นม่านมากั้นแทนเพื่อแบ่งให้เป็นสัดส่วน
14. อยากได้ตู้เสื้อผ้าแบบ walk-in ต้องมีพื้นที่เท่าไหร่ดี
ความฝันของสาวๆที่จะสร้างบ้านใหม่ซักหลัง สาวๆคงอยากได้ห้องแต่งตัวแบบ wail-in ที่เต็มไปด้วยชั้น วางรองเท้าคู่โปรดที่สามารถวางได้นับ 10 คอลเลคชั่น ราวแขวนเสื้อและกระโปรงตัวโปรดที่สามาถเก็บชุดทำงาน ชุดท่องเที่ยว ได้อย่างเต็มที่ พร้อมกระจกเงาบ้านใหญ่ไว้ให้ได้แต่งตัวอย่างเต็มอิ่ม อือ...แล้วต้องมีพื้นที่เท่าไหร่หละที่ต้องเตรียมไว้หากต้องการทำ walk-in มาดูตัวอย่างกันครับ
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
15. การจัดห้องครัว
ห้องครัวที่ดีคือครัวที่เราสามารถใช้พื้นที่ในการปรุงอาหารได้อย่างคล่องแคล่ว และมีการระบายอากาศที่ดีมากๆ ถึง มากที่สุด แม้เราจะมีฮูดดูดควันแล้วก็ตาม เนื่องจากอาหารบ้านเราเป็นอาหารที่มีควันรบกวนเยอะและรสชาติร้อนแรงควันที่ออกมาก็ร้อนแรงพอกัน โดยเฉพาะอาหารจานเผ็ดทั้งหลาย ถ้าภายในครัวไม่มีการระบายอากาศที่ดีพอในระยะยาวอาจส่งผลเสียแก่แม่ครัวหรือพ่อครัวเรื่องภูมิแพ้ได้ครับ
ห้องครัวมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ เตาไฟ อ่างล้างจาน และ ตู้เย็น ซึ่ง 3 สิ่งนี้ไม่ควรวางไว้ติดๆกันโดยเฉพาะเตาไฟกับอ่างล้างจาน ถ้าพูดตามหลักฮวงจุ้ยก็คือไฟกับน้ำถ้าอยู่ไกล้กันมันจะปะทะกันทำให้คนในบ้านอยู่อย่างไม่เป็นสุขนั้นเอง แต่ในหลักการออกแบบก็คิดแบบนั้นเช่นกัน คือ เราจะแยก เตาไฟ อ่างล้างจาน และ ตู้เย็นไว้คนละมุม เพื่อให้เกิดการเดินวนเป็นสามเหลี่ยมทำให้การทำครัวคล่องตัวยิ่งขึ้น ตามผังที่ทำเป็นตัวอย่างคนที่เข้าครัวบ่อยๆ จะเข้าใจทันทีว่ามันใช้งานได้คล่องแค่ไหน นอกเสียจากหากเป็นครัวของคอนโดที่มีพื้นที่จำกัดก็จะเหลือแค่ตู้เย็นกับอ่างล้างจานเท่านั้น ส่วนเตาไฟก็จะเปลี่ยนเป็น Microwave แทน
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
ครัวตัว U เป็นครัวที่สะดวกที่สุดสำหรับการทำครัวของบ้าน
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
ครัวตัว L เป็นครัวที่เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่น้อยลงมาอีกหน่อย
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่2
16. ปลั๊กไฟและความรู้เบื้องตนในการกำหนดตำแหน่งปลั๊กไฟ
เรื่องของปลั๊กไฟ ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านมักจะมองข้ามความสำคัญของมันไปว่ามันมีกี่ชนิดและควรเลือกใช้ชนิดไหนกับงานอะไร โดยมองแค่ว่า มีอยู่กี่จุดครอบคลุมการใช้งานครบไหม หรือบางท่านไม่สนใจเลยด้วยซ้ำไปผู้ออกแบบใส่มาให้กี่จุดก็คือเท่านั้น แล้วก็มาเสียเงินเพิ่มภายหลังในการปรับเปลี่ยน หากเป็นการเดินสายไปแบบลอยเกาะติดผนังก็สามารถแก้ไขได้ง่าย ขณะที่การเดินสายไฟลงท่อแล้วฝังไว้ในผนังนั้นจะแก้ไขเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้ยากกว่ามาก 
ในขั้นตอนการนำเสนอแบบร่างผู้ออกแบบจะกำหนดตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์และเครืองใช้ไฟฟ้าคร่าวๆมาให้ และการกำหนดตำแหน่งปลั๊กก็จะอ้างอิงจากตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นเป็นหลัก และต้องย้ำผู้ออกแบบว่าเราต้องการสายไฟแบบมีสายดิน มิเช่นนั้นในขั้นตอนการเสนอราคาผู้รับเหมามักจะเสนอราคาค่าอุปกรณ์เป็นแบบไม่มีสายดินเสมอ เพราะราคาถูกกว่าโอกาสได้งานก็เยอะกว่านั้นเอง
เจ้าของบ้านต้องกำหนดหรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งเสียตั้งแต่อยู่ในแบบกระดาษ โดยคำนึงถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เจ้าของบ้านคิดจะมีเพิ่มมากกว่าที่แสดงในแบบ หรือ บางคนก็ขอให้มีเยอะๆไว้ก่อนก็มี  ถือคติเผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาด แต่ผมไม่ค่อยแนะนำมากนักเพราะจะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช้เหตุ มาที่เจ้าปลั๊กไฟกันบ้าง... ปลั๊กไฟที่ใช้กันอยู่ในบ้านเรามี 2 แบบคือ 
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
1. แบบมีสายดิน หรือเรียกว่าปลั๊ก 3 ตาก็ได้ แบบนี้จะช่วยป้องกันเหตุจากการโดนไฟฟ้าดูดได้ระดับหนึ่งคือเมื่อไฟฟ้ารั่ว แทนที่ไฟฟ้าจะลงมาที่ผู้ถูกไฟฟ้าโดยตรงส่วนนึงก็จะถูกส่งลงดินทำให้เกินอันตรายน้อยลง และลดปัญหาการเกิดไฟฟ้าสถิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ใครเคยเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วพอมือเราไปโดน CPU ในขณะที่ไม่ได้ใส่รองเท้ามันจะเกิดไฟฟ้าสถิตกระตุกมาทำให้เราตกใจเล่นได้ แต่ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต กรณีนี้ถ้ามีสายดินปัญหานี้ก็จะหมดไปครับ
2. แบบไม่มีสายดิน หรือเรียกว่าปลั๊ก 2 ตา ระบบนี้จะไม่มีการป้องกันไฟฟ้าสถิตก็จะเกิดปัญหาอย่างที่กล่าวไปด้านบนเสมอๆ แต่การเปลี่ยนตัวปลั๊กจาก 2 ตาไปเป็น 3 ตา ก็ไม่ได้หมายถึงเราจะได้ระบบสายดินมานะครับเพราะมันก็ยังไม่มีสายดินอยู่ดีแค่มีรูเพิ่มมาอีกอันแค่นั้นเอง  มันต้องเดินระบบสายดินมาตั้งแต่ต้นถึงจะทำได้  
ฉะนั้นควรย้ำผู้ออกแบบเสมอว่าเราต้องการระบบไฟฟ้าแบบมีสายดิน เพิ่มเงินแค่นิดหน่อยมันเทียบไม่ได้กับความปลอดภัยที่ได้คืนมาจากการวางระบบที่มีมาตฐาน เลยครับ 
17. ความสูงปลั๊กไฟในบ้านควนสูงเท่าไหร่กันแน่
เรื่องของความสูงของปลั๊กไฟฟ้าและสวิสไฟในบ้านนั้น โดยปกติจะมีอยู่ 3 ระดับตามแต่การใช้งานครับ
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
 
1. ความสูง 30 ซม. จากพื้น เป็นปลั๊กสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ต้องการให้เห็นปลั๊กเช่น โคมไฟข้างตียง
2. ความสูง 80 ซม. จากพื้น ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าโต๊ะทำงานเราเล็กน้อย ใช้สำหรับอุปกรณ์ที่เราต้องการความสะดวกในการใช้งาน เช่น ที่ชาร์ตโทรศัพท์มือถือ หรือ ที่ชาร์ต Notebook 
3. ความสูง 120 ซม. จากพื้น เป็นตำแหน่งของปลั๊กทั้วไปที่ไม่ได้กำหนดการใช้งานชัดเจน และยังเป็นตำแหน่งที่เราจะติดตั้งสวิสซ์ไฟของดวงโคมอีกด้วย
18. จะลดระดับห้องน้ำดีไหม
มันเป็นปัญหาที่ยากจะบอกฟันธงไปเลยว่าอะไรคือมาตฐานกันแน่ แต่ผมจะอธิบายไว้เป็น 2 กรณีที่นิยมใช้กันในปัจจุบันครับ
1. ห้องน้ำที่รวมส่วนเปียกกับส่วนแห้งไว้ด้วยกัน ห้องน้ำที่ออกแบบลักษณะนี้มักจะมีเหตุผลจากการที่มีพื้นที่จำกัดจึงจำเป็นต้องรวมสุขภัณฑ์ทุกอย่างไว้ในบริเวณเดียวกัน ทำให้ห้องน้ำแบบนี้จะเปียกอยู่เสมอ และ ในกรณีอาบน้ำละลองน้ำอาจกระเซ็นออกไปทางช่องประตูได้จึงจำเป็นต้องลดระดับนั้นเอง หรือ บางครั้งก็ทำเป็นธรณีประตูแต่ไม่นิยมกันนักโดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่เพราะอาจเกิดการสะดุดหกล้มได้ 
2. ห้องน้ำที่แบ่งเป็นส่วนเปียกและส่วนแห้งชัดเจน ถ้าพื้นที่ในบ้านมีมากเพียงพอนี้เป็นแบบที่นิยมทำกันเพราะจะทำให้ห้องน้ำแห้ง และ ดูสวยงามกว่า ในกรณีนี้จะแยกห้องอาบน้ำโดยอาจทำเป็นตู้อาบน้ำหรือม่านบังและกันระดับด้วยการลดระดับเล็กน้อยหรือทำธรณีประตูก็ได้ เมื่อเราเข้าห้องน้ำจะไม่รู้สึกว่าไม่มีการเปลี่ยนระดับให้เสียอารมณ์แต่อย่างได
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
ห้องน้ำแบบแยกส่วนเปียกกับส่วนแห้ง
19. ห้องน้ำคนชรา และ คนพิการ
บ้านใครที่มีผู้สูงอายุในบ้านแล้วกำลังจะปรับปรุงหรือสร้างบ้านใหม่ก็อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องนี้กันนะครับ ห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุกับคนพิการมีลักษณะคล้ายๆกันคือ ภายในห้องต้องกว้างพอที่จะให้เก้าอี้รถเข็นของคุณตาคุณยายสามารถหมุนไปมาได้ แต่ก็ไม่ใช่กว้างจนดูเวิ้งว้างและบริเวณสุขภัณฑ์หรืออ่างล้างหน้าก็จำเป็นต้องมีราวยึดเกาะอย่างมั่นคงด้วย เรามาดูตัวอย่างและขนาดกันครับ
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
ห้องน้ำแบบไม่มีห้องอาบน้ำ 
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
 
ห้องน้ำแบบมีห้องอาบน้ำ 
20. สร้างบ้านอย่าลืมระบบกำจัดปลวก
ปัญหาเรื่องปลวกๆ มักเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญให้กับบ้านแสนรักของเรามายาวนานมาก แต่มักจะเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านมือใหม่มักลืมคิดหรือแม้แต่ผู้ออกแบบเองบางทีก็ยังลืมเสียเองที่จะกำหนดลงไปในแบบก่อสร้างว่าต้องมีระบบกำจัดปลวกอยู่ด้วย 
การเดินระบบท่อน้ำยากำจัดปลวกใต้พื้นโครงสร้าง
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
ระบบกำจัดปลวกมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีแต่ละวิธีก็มีราคาแตกต่างกัน ตั้งแต่การแค่ฉีดพ้นที่ผิวดินและอัดน้ำยาลงดินเป็นจุดๆรอบบ้าน แต่ที่นิยมกันคือการเดินท่อ PVC ที่เจาะรูไว้โดยรอบเพื่อให้น้ำยากำจัดปลวกสามารถไหลผ่านลงดินได้ แล้วจึงนำระบบท่อนี้ไปวางไว้ใต้พื้นโครงสร้างอีกที เพื่อให้น้ำยาไหลได้รอบบ้านและใต้บ้าน แล้วจะมีการอัดน้ำยาใหม่ทุก 6 เดือนครับวิธีนี้สะดวกและส่งผลกระทบกับเจ้าของบ้านน้อยกว่าเพราะน้ำยาจะไม่ฟุ้งกระจายแต่ราคาก็จะแพงกว่าเช่นกัน เท่านี้เราก็สามารถกำจัดปลวกที่จะโยกย้ายกองกำลังมาบุกกัดกินบ้านสุดที่รักของเราได้ไปอีกนาน
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
และทั้งหมดนี้เป็นเพียง Trick เล็กๆน้อยๆที่เจ้าของบ้านควรตรวจสอบทั้งกับตัวเองและผู้ออกแบบเพื่อให้บ้านของเราออกมาได้ตรงใจมากที่สุดและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้โชคดีกับบ้านในฝันที่สร้างออกมาได้ตรงตามความฝันกันเสียที
ขอบคุณบทความนี้  พาอ่านเพลินเลย  ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย  

แบบฟอร์มติดต่อกลับ

Visitors: 855,316